+วันนักประดิษฐ์แห่งชาติ 2552+

สวัสดีคร้าบ!
นับว่าอัพเดตเฉลี่ยเดือนละหนึ่งครั้งเลยทีเดียวครับ สำหรับ blog นักประดิษฐ์อิสระนี้ 55
ซึ่งสำหรับวิถีการใช้ชีวิตของผมแล้ว ย่อมจะมีเรื่องที่จะมานำเสนอมากกว่านี้แน่นอนครับในแต่ละเดือนHot
แต่ด้วยเหตุที่ผมไม่ค่อยมีเวลาเท่าใดนัก เพราะกว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จในแต่ละวันก็เกือบ 1 ทุ่มแล้ว
แถมยังต้องไปออกกำลังกายด้วยการตีเทนนิสเกือบทุกวัน ทำให้กว่าจะกลับถึงบ้านแต่ละวันเฉลี่ยก็สี่ทุ่ม
จึงเป็นข้อแก้ตัวเล็กๆ น้อยๆ ครับ.. ว่าท้ายที่สุด การอัพเดตเดือนเฉลี่ยละ 1 ครั้งจะเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมกับผมเหลือเกินฮะTongue out

เดือนมกราคมที่ผ่านมา นอกจากจะมีวันหยุดเยอะแล้ว ก็ยังเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ดีสำหรับผม
นั่นก็เพราะ เป็นช่วง "วันเกิด" นั่นเองครับ ฮูเร่! Party
ก็จัดเป็นปีที่ 3 ครับ สำหรับการใช้ชีวิตที่มีเลขอายุเป็น 2 นำหน้า (สรุปคืออายุ 22 ครับปีนี้)
ซึ่งกิจกรรมในวันเกิดนั้น ก็ไม่ต่างจากทุกปี คือไปทำบุญร่วมกับเพื่อนๆ ที่เกิดช่วงใกล้ๆ กันที่วัดปทุมฯ เจ้าเก่า
และก็ได้อธิษฐานตั้งจิตมั่น ว่าครึ่งปีแรกนี้ จะต้องทำโครงงานแขนกลฯ ให้สำเร็จลุล่วงดีที่สุดครับWink


ใช่แล้วครับ blog วันนี้ ผมจะขอนำเสนอเรื่องราวที่ผมไปเดินชมนิทรรศการ "วันนักประดิษฐ์ 2552" มาครับ
งานนี้ก็จัดที่ อิมแพค เมืองทองธานี ครับ มีตั้งแต่ วันที่ 2-5 ก.พ.2552 
ดังนั้นท่านใดที่เข้ามาดู blog นี้แล้วยังทันอยู่ ก็ขอให้รีบปิดคอมแล้วไปเลยนะครับ (ก่อนที่จะโดยสปอยHot)

ขอเกริ่นเล็กน้อยครับ ว่างานนักประดิษฐ์นี้ เป็นอีกหนึ่งงานที่ผมมักจะไปประจำทุกปีครับ ช่วงเวลาก็ราวๆ นี้
เพราะว่าวันที่ 2 กุมภาพันธ์ของทุกปี ทางราชการจัดให้เป็นวันนักประดิษฐ์ครับ.. เกิดจากในหลวงทรงได้รับสิทธิบัตรกังหันน้ำชัยพัฒนาฮะ
ซึ่งถ้าเทียบงานลักษณะเดียวกัน ในแต่ละปีก็จะมีงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์(ราวเดือนสิงหา) และงานเทคโนมาร์ท(ราวเดือนตุลา) ครับ ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้วยเหตุนี้ หากท่านพลาดงานนี้ ก็ไม่ต้องเสียใจครับ สามารถไปได้อีกในงานหน้าฮะ

เอาล่ะครับ ต่อไปนี้จะเริ่มนำเสนอแล้วฮะ..
จัดท่านั่งให้สบาย… แล้วไปพร้อมกันเลยครับHot


เริ่มแรกด้วยขาเทียมคนพิการ
ขาเทียมรุ่นนี้เป็นรุ่นที่มูลนิธิขาเทียมร่วมกับมช.เป็นผู้จัดทำครับ ใช้ระบบการเหวี่ยงขาด้วยกลไกทางเครื่องกลดังรูปกลาง เพื่อให้ขาดีดกลับมาคอยค้ำยันใหม่
ซึ่งในรูปซ้ายสุดจะสังเกตเห็นว่า ขาเทียมนี้มีหลายแบบครับ ขึ้นกับว่าผู้พิการนั้นมีส่วนที่ขาดไปมากน้อยเพียงไร
ส่วนเบ้าที่เอาไว้สวมกับขานั้น ใช้ระบบสุญญากาศครับ คือสวมเข้าไปที่ขาแล้วมันจะแน่นและฟิตเอง
ผมก็ลองยกขาเทียมดู พอประมาณได้ขาๆ หนึ่งหนัก 2-3 กิโลกรัมได้ฮะ จึงไม่น่ามีปัญหากับระบบการสวมด้วยสุญญากาศ
โดยผมก็สอบถามผู้เฝ้าซุ้มครับ ว่าปรกติแล้วคนที่จะใช้ขาเทียมเนี่ย เค้าไปทำอะไรมาถึงขาขาด
เค้าก็บอกว่า อาจจะเป็นทหารตำรวจที่เหยียบกับระเบิด บางคนที่ใช้ก็เพราะอุบัติเหตุ
แต่ที่เค้าบอกว่ามักจะเจอบ่อยๆ ก็คือเป็นโรคเบาหวานครับ… คือพอเป็นแล้วรักษาไม่ทัน ก็ต้องตัดขาทิ้ง Crying
ดังนั้นท่านใดที่มีความเสี่ยงเรื่องโรคเบาหวาน (เช่นผมเป็นต้น) ก็ต้องระมัดระวัง ไปตรวจสุขภาพบ่อยๆ นะครับ

ซึ่งเค้าก็มีให้ร่วมบริจาคเงิน จัดสร้างขาเทียมให้ผู้ที่ไม่สามารถซื้อได้.. ท่านใดสนใจก็ลองเข้าไปตาม link มูลนิธิขาเทียม นะครับ
(ส่วนในรูปด้านขวา เป็นรูปที่กำลังทดสอบการรับแรงของขาเทียมด้วยคอมพิวเตอร์ครับ)

 
ถัดมาผมก็ไปเดินดูกลุ่มค่ายนักประดิษฐ์ครับ คือเป็นโครงการที่ให้ทุนนักเรียนประดิษฐ์โครงงานต่างๆ แล้วมานำเสนอ
ตัวอย่างด้านล่างนี้ก็เป็นโครงงานเกี่ยวกับถั่วกาลาแปครับ.. น้องเค้าบอกว่า เป็นถั่วของทางเหนือ (ผมเกิดมาก็เพิ่งเคยพบเนี่ยแหละครับ)
เค้าก็เอาถั่วที่ว่านี้มาบดครับ แล้วผสมน้ำ และกวนไปเรื่อยๆ จนทดสุดท้ายมันก็จะเหนียวแล้วเอามาปั้นเป็นภาชนะได้ดังรูปด้านขวาครับ
ข้อดีของภาชนะแบบนี้ก็คือ มันสามารถทานได้ครับ..
จะเห็นว่ากระจาดในรูปด้านขวาก็มีให้ทดลองชิม แต่ผมไม่มั่นใจความสะอาดมือตนเองตอนนั้น เลยไม่ขอชิมดีกว่าครับ 55 
 
เดินไปอีกหน่อย ก็ไปเจอกับโครงงานยอดฮิต ที่มักจะถามบ่อยๆ ในเว็ป sudipan .. นั่นคือราวตากผ้าแบบเก็บผ้าอัตโนมัติครับ
รูปด้านซ้ายคือสิ่งที่มักจะถามกัน ว่าเอาอะไรเป็นตัวตรวจรู้(sensor) ดี บ้างก็ว่าใช้ตัววัดความชื้น บางก็ใช้เส้นผม
แต่ที่ง่ายที่สุดคือกัดแผ่น print เป็นลายแบบนี้ครับ คือให้เป็นแนวทองแดงที่มีช่องว่างนิดหน่อยระหว่างกัน แต่พอน้ำฝนหยดใส่ก็จะกลายเป็นวงจรปิด
ส่วนรูปด้านขวาคือระบบจำลองทั้งหมดครับ ใช้มอเตอร์ที่ปัดน้ำฝนขับฮะ (ความจริงเค้าเอาของจริงที่ทำมาแสดงด้วย แต่ผมลืมถ่ายยมาให้ชมครับ)
  
 
มาดูอีกสองโครงงานครับ รูปซ้ายคือระบบเติมน้ำสุญญากาศ คือมีหม้อลมอยู่ซึ่งสูบอากาศออก
แล้วพอเอาเจ้าหัวเติมไปอุดที่ปากขวด ก็จะทำให้ขวดมีความดันอากาศต่ำลง น้ำจากอีกหม้อนึงซึ่งเปิดอ้าไว้ ก็จะไหลเข้ามาแทนจนเต็มครับ
ส่วนรูปด้านขวานั้น เป็นถังเก็บน้ำที่เอาข้อดีของภาชนะดินเผามาใช้ คือสามารถเก็บรักษาความเย็นได้ดี
ภายในไหนั้นก็จะบรรจุหินไว้ด้วยครับ เอาไว้ดูดความร้อนออกจากน้ำ.. ทำให้น้ำในถังนี้จะรักษาความเย็นไว้ได้นานฮะ 
 
จากนั้นก็เดินต่อครับ ไปเจอการสาธิตถ้วยกันน้ำฝนไหลหยดลงพื้นครับ ซึ่งน้องเค้าติดไว้ที่ปลลายร่มนั่นเอง
ดูจากภาพแล้วอาจจะนึกว่า เฮ่ย! แค่เอาขวดน้ำมาตัดแล้วใส่ ไม่เห็นยาก.. แต่ที่ผมอยากจะนำเสนอก็คือกระบวนการคิดแก้ปัญหาครับ ว่าง่ายดีจริงๆ
ซึ่งการแก้ปัญหาน้ำฝนหยดลงพื้นเมื่อหุบร่มเนี่ย มันก็แก้ได้หลายแบบใช่ไหมครับ.. บางคนอาจจะเอา heater ไปใส่ที่ร่มให้น้ำระเหย หรือใส่ผ้าซับ
แต่การแก้ปัญหาที่ดีจริงๆ นั้น ควรจะแก้ให้ง่ายที่สุดครับ ถึงจะดูฉลาดที่สุด .. นั่นก็คือ หาอะไรมารองมันเลยดีกว่าHot
หรืออย่างรูปกลางครับ น้องที่ทำโครงงานอยากทำเครื่องเช็ดกระจกในที่สูง เนื่องจากให้พนักงานปีนขึ้นบันไดไปมันเสี่ยงตกลงมา
ครั้งทำแขนยื่นขึ้นไปแล้ว นึกไม่ออกว่าจะหาวัสดุอะไรมาทำเป็นผ้าเช็ดดี ก็เลยใช้ "หนังสือพิมพ์" ที่เห็นเค้าใช้กันประจำซะเลย 55+

ส่วนรูปขวาสุด เป็น "เครื่องเตือนภัยในห้องสมุด" ครับ
ภัยในห้องสมุดนั้นจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก "เสียงดัง" ครับ.. เข้าใจว่าน้องที่ทำโครงงานคงรำคาญเพื่อนที่มักจะเฮฮากันในห้องสมุดมาก เลยเกิดไอเดีย
อุปกรณ์ก็คือตัววัดความดังเสียงครับ ใช้ไมค์ขนาดเล็กธรรมดา แล้วเอามาประมวลผลครับ ว่าเสียงดังเกินขีดที่ตั้งไว้รึเปล่า
ซึ่งถ้าเกิน ก็จะมีไฟหวอหมุนส่องสว่าง หรืออาจจะมีลำโพงส่งเสียงเตือน แถมยังมีกล้องเอาไว้ให้บรรณารักษ์ดูตัวการผุ้ส่งเสียงดังด้วยครับ

 
ต่อมาก็เป็นแนวคิดของการปรับความสว่างภายในบ้านครับ คือไปควบคุมม่านให้เปิดปิดตามปริมาณแสงภายนอก
เชื่อว่าทุกท่านอาจจะเคยได้ยินกระจกไฟฟ้าครับ คือเมื่อมีแสงมากก็จะกระตุ้นให้ของเหลวภายในชั้นกระจกเรียงตัวให้แน่นขึ้น ส่งผลให้แสงเข้ามาน้อยลง
แต่น้องกลุ่มนี้ไม่เอาครับ มาปรับที่ม่านดีกว่า.. ถูกกว่า แถมง่ายกว่าด้วยครับ.. นับว่าเข้าใจคิดดีเหมือนกัน
ซึ่งกลไกก็คือหมุนม่านแบบที่คนเราเอามือชักเชือกเปิดปิดม่านปรกติเลยครับ เพียงแต่ใช้มอเตอร์ที่ปัดน้ำฝนมาหมุนแทน
 
 
พอใกล้จะหมดกลุ่มค่ายนักประดิษฐ์ ก็มาเจอโครงงาน solar tracker ครับ
โครงงานนี้ก็เป็นอีกหนึ่งโครงงานที่มีประโยชน์ เนื่องจากพลังงานทดแทนกำลังมีบทบาทขึ้นอย่างมากทุกวัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "แสงแดด" .. รู้สึกว่าประเทศไทยจะเป็นอันดับต้นๆ ของโลกครับ ที่เป็นประเทศที่มีแสงแดดโดยเฉลี่ยแล้วมาก
ซึ่งถ้าผมมีเงินสักพันล้าน ก็กะไว้ครับว่าจะเอาไปทำโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ที่แถวๆ ภาคอีสานของไทยครับ(เพิ่งไปอุบลฯ มาครับเดือนก่อน.. เหมาะมากฮะ)
ระบบหมุนแผงเซลล์สุริยะตามดวงอาทิตย์นี้ ก็คุยกับเพื่อนภาคเครื่องปี 4 ที่ทำโครงงานนี้ครับ เขาบอกว่ามีอยู่ 2 ระบบ คือหมุนตามแสง กับหมุนตามเวลา
แบบที่หมุนตามแสงก็คือระบบนี้ครับ ในรู)ด้านขวาจะเห็นหลอดอยู่ 5 หลอด ซึ่งภายในก็มี LDR อยู่.. เอาไว้ดูความเข้มแสง
อัลกอริทึมของน้องเค้าก็ไม่มีอะไรมากครับ คือแสงตรงหลอดไหนมาก ก็หมุนไปที่ตำแหน่งนั้นเลย
แต่ที่น่าจะปรับปรุงเล็กน้อย ก็คือน้องเค้าใช้แค่ limit switch ครับ ที่จุดเริ่มต้นกับจุดสิ้นสุด คือตั้ง offset แล้วหน่วงเวลามอเตอร์เอา
โดยผมก็เสนอไป ว่าน่าจะเอา potentiometer ติดไปอีกหน่อย เพื่อจะได้วัดตำแหน่งอย่างแท้จริงของแผง.. ซึ่งเค้าก็บอกว่าจะเอาไปพัฒนาต่อครับ
 
 
เดินต่อครับ.. ผมก็ไปพบกับบันไดอลูมิเนียมธรรมดาๆ
ทว่าที่ขาแต่ละข้างนั้น กลับมีกลไกอยู่ครับ คือขาแต่ละขาสามารถปรับระดับได้
จากที่เห็นในภาพครับ เจ้าของผลงานก็เอากล่องไว้มาวางให้ดูว่า นี่ ขนาดพื้นไม่เท่ากันขนาดนี้ ยังไม่เป็นไร
ซึ่งก็นับได้ว่า น่าจะเป็นการแกก้ปัญหาให้กับช่างหลายๆ คนครับ ทที่จะต้องคอยไปหาแผ่นไม้แผ่นกระดาษมายัดใต้ขาให้บันไดไม่โคลง
และกลไกที่เขาใช้นั้นก็เป็นระบบล๊อคอย่างง่ายๆ ครับ.. ซึ่งน่าจะเอาไปประยุกต์ใช้กันได้ทุกคน (แต่ไม่ทราบว่าเค้าจดสิทธิบัตริแล้วหรือยังนะครับ เหอๆ) 
 

 
ถัดมาอีก 3 รูปครับ รูปบนซ้ายคือตู้ยาสำหรับคนตตาบอดครับ ที่ฝาตู้จะมีอักษรเบลล์พิมพ์ไว้ ให้คนตาบอดที่กำลังป่วยมาเลือกยาชนิดต่างๆ ได้
นอกจากนี้เพื่อความแน่ใจ เวลาเปิดตู้ก็จะมีเสียงบอกชื่อยาและสรรพคุณด้วยครับ ดังนั้นจะคนตาบอดหรือคนตาที่หลับตาหยิบ ก็สามารถเลือกยาได้ถูกครับ
ส่วนรูปบนขวานั้นเป็นรถเข็นคนพิการแบบ outdoor ครับ จะลุยไปไหนก็ได้ ฝนตกก็ไม่ต้องกลัว แถมมีโต๊ะ lecture ให้เอาไว้ใช้เขียนด้วย
ซึ่งจากข้อสังเกตของผม รู้สึกว่ารถเข็นคนพิการไฟฟ้านี่จะมีอยู่หลายโครงงานเลยทีเดียวครับ จัดได้ว่าแต่ละค่ายก็ต้องการสร้างสิ่งที่ดีที่สุดให้คนพิการทั้งนั้น
ส่วนรูปด้านล่างที่เป็นเตาไมโครเวฟ เป็นเตาสำหรับผู้ที่พิการทางสายตาแต่ไม่บอดสนิทครับ คือจะมองโลกเห็นเป็นภาพจางๆ (รักษาไม่หาย)
ดังนั้นทางมหาวิทยาลัยเค้าก็เลยเอาแนวคิดแถบสีสว่าง มาติดไว้กับอุปกรณ์เครื่องครัว เพื่อให้ผุ้พิการทางสายตาดังกล่าวเห็นขอบโต๊ะ เห็นขีดอะไรชัดขึ้น
รวมไปถึงการออกแบบตู้ก็ต้องเป็นแบบเลื่อน(ถ้าเป็นบานพับคนตาบอดอาจเดินชนได้) หรือโต๊ะก็ต้องเป็นขอบมนๆ เป็นต้น
ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ที่ม.มหิดลก็ได้มีการสร้างครัวต้นแบบสำหรับผู้พิการทางสายตาขึ้นแล้วครับ  
 
 
ส่วนรูปล่างนี้อยากให้เดาก่อนครับ ว่าคืออะไร…

เฉลยครับ รูปบนนี่คือกับดัก "เสือ" ที่เอาไว้ดักเสือมาติดอุปกรณ์ส่งสัญญาณเพื่อการศึกษาครับ
ซึ่งทางผู้เฝ้าซุ้มก็บอกว่า ปัจจุบันนี้ได้เอาไปใช้ที่ห้วยขาแข้ง และสามารถดักเสือโคร่งมาติดอุปกรณ์ได้ 7 ตัวแล้ว
โดยการศึกษาก็จะออกแนว การดูเส้นทางการเดินทางของเสือ หรือการครองอาณาเขตของเสือโคร่งด้วยครับSurprised
 
รูปล่างนี้เป็นเครื่องกวนสัญญาณโทรศัพท์ครับ ที่เอาไปใช้ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จริง
(ผมขออธิบายโดยใช้ความรู้ไฟฟ้าสื่อสารหน่อยแล้วกันครับHot)
เจ้าเครื่องนี้ก็สามารถสร้างคลื่น 800 900 1800 1900 2100 Mhz ซึ่งเป็นคลื่นสัมปทานของเครือข่ายโทรศัพท์ต่างๆ ที่ใช้กันครับ
ซึ่งเวลาเค้าจะกู้ระเบิด ก็จะเอาเจ้าเครื่องนี้ส่องไปยังเป้าหมายครับ อาทิเช่นรถจักรยานต้องสงสัย 
โดยเสาอากาศที่ใช้นี้เป็นแบบ directional ครับ คือส่องไปอย่างมีทิศทาง ดังนั้นทหารที่อยู่ด้านหลังเครื่องจึงโทรคุยกับหัวหน้าได้ปรกติ
กำลังส่งของเครื่องนี้ค่อนข้างสูงครับ คือ 15W. และส่งคลื่นออกไปเต็มๆ ไม่มีการ modulate ใดๆ
ดังนั้นโทรศัพท์จุดชนวนที่อยู่ภายในรถจักรยาน ก็จะเห็นแต่สัญญาณ jamming นี้ครับ.. ซึ่งคนวางระเบิดจะโทรเท่าไหร่โทรศัพท์ก็ไม่ทำงานซะที
บางคนหัวหมอ บอกว่างั้นใช้รีโมทความถี่อื่นดีกว่า เช่นเอารถกระป๋องมาแกะ ทำเป็นวงจรจุดชนวน
ซึ่งทางผู้ผลิตก็รู้ทันครับ เลยผลิตเครื่อง jamming ความถี่วิทยุอื่นออกมาด้วย ซึ่งใช้หลักการเดียวกันครับ
 
 
จากนั้นผมก็ไปเดินโซนสิ่งประดิษฐ์จากต่างประเทศครับ พบว่าซุ้มส่วนใหญ่มีแต่โปสเตอร์ครับ ไม่ค่อยมีผลงานหรือคนเฝ้าเลย
ทำให้บรรยากาศคนที่มาเดินในโซนนี้โล่งมากครับ ซึ่งผมก็ขี้เกียจเดินอ่านโปสเตอร์เสียด้วย เลยไม่ขอนำเสนอในส่วนนี้ครับ
แต่อย่างไรก็ดี เดินไปเดินมาในโซนนี้ก็ไปเจอ น้องออมเข็ม ครับ ซึ่งเป็นรุ่นน้องกน.ที่เตรียมอุดมฯ มารับงานหารายได้พิเศษ
ซึ่งน้องออมบอกว่า กำลังเฝ้าซุ้มให้คนฟิลิปปินส์อยู่ฮะ (ตัวเจ้าของซุ้มไปเดินเล่น) โดยสิ่งประดิษฐ์ของเขาคือ "เครื่องล้างช่องคลอด"
นับเป็นโชคดีของผม ที่น้องออมห้ามไว้ทัน เพราะตอนที่เจอเจ้าสิ่งประดิษฐ์นี้ตอนแรก ผมเกือบเอาไปแหย่จมูกซะแล้ว – -"
เพื่อเป็นการแสดงว่ามันสามารถทำได้จริง ก็เลยขอถ่ายรูปน้องออมในมุมที่เอาไปแหย่จมูกแทนแล้วกันครับ ฮ่าๆ Hot
 
 
หลังจากลาน้องออมเรียบร้อย พร้อมกับบอกให้ไปงานคืนสู่เหย้า ผมก็ออกเดินต่อครับ
ก็ไปเจอะกับจักรยานรูปทรงแปลกดังรูปล่างซ้ายครับ ซึ่งเป็นผลงานของคนไต้หวัน.. สังเกตว่าจะมีสองอานครับ
เค้าก็บอกว่า เวลาคนเราขี่จักรยานไปด้วยกันสองคน บนจักรยานปรกติ จะต้องมีคนที่นั่งหน้าอีกคนนึงครับ ทำให้การคุยไม่สะดวก
ดังนั้นหากเอาอานมาวางไว้ข้างกัน คนทั้งสองก็จะสามารถคุยกันได้แบบเห็นหน้ากันครับ (รวมถึงช่วยกันปั่นด้วย)
ส่วนรูปล่างขวาเป็นผลงานของเด็กไทยครับ เห็นว่าแปลกดี ..เวลาขี่จักรยานลุย จะได้จับคันบังคับสองมือได้อย่างมั่นคง
 
หลังจากนั้นผมก็ออกจากโซนสิ่งประดิษฐ์นานาชาติครับ เดินไปซักย่านหนึ่ง ก็ไปเจอะกับขาหยั่ง.. เอ๊ย หุ่นยนต์รูปทรงแปลกๆ
เจ้าหุ่นตัวนี้ไม่มีผู้เฝ้าซุ้มครับ เลยไม่ได้คุยเท่าไหร่ แต่ดูเองแล้วก็เข้าใจว่าคงจะทำอะไรซักอย่างเกี่ยวกับช่องคลอดครับ
คนที่ประดิษฐ์ก็มีอารมณ์ศิลปินครับ จัดท่าทางหุ่นยนต์เป็นท่าคนทรงกำลังสักยันต์ – -" ..แต่ดูแล้วก็ art ดีครับ ถือว่าให้ผ่านHot
แต่ดูจากอุปกรณ์ที่ใช้ ส่วนใหญ่เป็นมอเตอร์มือสองจากรถยนต์ ทำให้คิดไปเองว่า น่าจะยังเป็นแค่ต้นแบบอยู่ครับ
ต่อมาก็เป็นอะไรที่ใช้พลังงานของโลกให้คุ้มค่าครับ
ทุกท่านคงเคยเจอน้ำฝนที่ไหลลงมาจากรางน้ำหลังคาใช่ไหมครับ ซึ่งคนนี้เค้าคิดว่าน้ำเหล่านี้มันไหลไปอย่างเปล่าประโยชน์ สู้เอามาปั่นไฟฟ้าใช้ดีกว่า
ซึ่งน้ำส่วนที่เหลือจากนี้ ก็ไหลต่อไปยังถังเก็บน้ำครับ เอาไว้ใช้ดื่มอาบต่อไป… ถือว่าใช้พลังงานได้คุ้มค่าจริงๆ ครับ
 
และโครงงานนี้ ก็เป็นงานที่อาจทำให้นักชักหนังตะลุงหลายท่านรู้สึกเหมือนโดนเทียบรัศมี เพราะเขาเอาระบบอัตโนมัติมาชักหนังตะลุงกันแล้วครับ
รูปล่างซ้ายเป็นรูปขณะแสดงครับ ซึ่งจังหวะการพูด แขนขาอะไร ก็เป็นไปตามเสียงบรรยายจากเทป 
ส่วนรูปล่างขวาก็เป็นกลไกหลังฉากครับ หนังตะลุงแท้ๆ ถูกชักด้วยมอเตอร์ขนาดเล็ก เพื่อขยับท่าทางของข้อต่อต่างๆ
ซึ่งเจ้าของผลงานนี้ ก็คือกลุ่มเดียวกับที่ทำเครื่องเล่นระนาด โดยเอามาเตอร์มาเคาะนั่นแหละครับ
ถือได้ว่าเพลงไทยยุคอนาคต เริ่มจะมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดงานแสดงแล้ว
แต่อย่างไรก็ดี ผมก็ยังรู้สึกว่า การฟังนักดนตรีที่เป็นคนมาเล่นสด มันได้อรรถรสมากกว่าการฟังเครื่องจักรเล่นเป็นอย่างแน่นอนครับ Tongue out
(ซึ่งทางเจ้าของผลงานก็มิได้กะจะเอามาทดแทนคนครับ แต่เอาไว้ใช้เป็นสื่อการสอนฮะ)
 
 
ท้ายที่สุด ผมก็รู้สึกได้ว่า สิ่งประดิษฐ์หลายๆ อย่างนี้จะเน้นไปในผลงานเพื่อ "ผู้พิการ" ครับ ไม่ว่าจะเป็นรถเข็นไฟฟ้า ไม้เท้า ฯลฯ
รองลงมา ก็คือโครงงานที่เน้น "พอเพียง" . คือมีราคาถูก ใช้พลังงานทดแทน หรือต่อยอดจากเครื่องจักรที่ขายตามท้องตลาด
ซึ่งผมก็ค่อนข้างประทับใจครับ ว่ายังมีคนอีกหลายคนที่มีแนวคิดเดียวกัน ที่จะเอาความรู้ของตนมาต่อยอดเพื่อช่วยเหลือผู้ที่เขาลำบาก
เพราะประเทศไทยเรายังต้องการ การช่วยเหลือเกื้อกูลกันครับ ผู้ใหญ่ต้องส่งเสริมเด็ก คนรวยต้องช่วยคนจน หรือคนที่มีแขนขาต้องช่วยคนที่ไม่มี

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องพัฒนาต่อไปสำหรับนักประดิษฐ์.. คือเรื่องของ "การออกแบบ" ครับ
ผมคิดว่ารัฐบาลสมควรที่จะส่งเสริมบุคคลากรด้านการออกแบบ เข้ามาจับมือกับพวกนักเทคโนโลยีเหล่านี้
เพราะต่อให้ผลงานดีเพียงใด แต่ยังคงใช้รอยเชื่อมที่ใหญ่ หรือโครงสร้างที่ดูรกรุงรัง.. มันก็ทำให้ความน่าเชื่อถือดูลดน้อยลงครับ
และสุดท้าย ขอฝากไว้ด้วยรูป "อนาคตของชาติ"
ซึ่งผมไม่อยากให้คำๆ นี้หมายถึงแค่ "เด็ก" หรือ" เยาวชน".. แต่อยากให้มันสื่อถึงคนที่จะมาช่วยพัฒนาประเทศเรา ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครับWink

This entry was posted in Daily Experience. Bookmark the permalink.

5 Responses to +วันนักประดิษฐ์แห่งชาติ 2552+

  1. Nattapon says:

    เยี่ยมเลยคับพี่

  2. Obchoey says:

    เพิ่งคุยกับเพื่อนเรื่องงานนี้อยู่เมื่อวาน … เพื่อนบอกจะไปพรุ่งนี้ล่ะแต่กิ๊ฟคงไม่ได้ไปเพราะว่ามันจวนเจียนจะสอบคอมพรีเต็มแก่ …เป็นงานที่น่าสนใจดีจริง ^ ^ว่าแต่ ปกติเขาไม่แนะนำให้สวนล้างช่องคลอดกันนะ เพราะภายในช่องคลอดมี normal flora (แบคทีเรียเจ้าถิ่นนั่นแหละ) ที่อาศัยอยู่ ปรับสภาพกรด-ด่าง และป้องกันการบุกรุกได้ด้วย ถ้าไปกวาดล้างมันหมด เราจะยิ่งอ่อนแอกว่าเดิมด้วยซ้ำอ่ะ … สุดท้ายนี้ก็สู้ๆแล้วกันนะแก๊ป ขอบคุณที่แวะไปอ่านบล็อกอยู่เนืองๆ ขอบคุณที่ให้กำลังใจ แล้วเค้าจะรอติดตามความสำเร็จของแก๊ปต่อไปในทุกๆงาน ^ ^

  3. Avarin says:

    อะนะขอบคุณ เราอ่านblogนายก็เหมือนได้ไปเที่ยวงานในตัว เขียนเก่งจังเลยคะปล.นี่หน้าร้อนแล้วคะ สาวๆไม่ได้เหงา แต่เรา ป่วย+เซ็งเราเขียนสั้นเพราะ ไม่อยากระบายเป็นตัวอักษรให้เป็นหลักฐาน ใช้คำพูดดีกว่าเดี๋ยวก็จางหาย

  4. gap says:

    โอ้ว มีนักศึกษาแพทย์มาช่วยให้ความรู้ด้วยครับ ยอดเยี่ยมจริงแต่ rep ล่างนี้เม้นทิ้งท้ายได้คมไม่เบาเลยนะคุณ @o@

  5. SnC says:

    ว้าวๆพี่แก๊ปไม่ส่งไปบ้างหรอคับเนี่ย หุหุแต่เจ๋งดีนะครับ อยากมีปัญญาคิดได้แบบนี้บ้าง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s