+นำเสนอ Senior Project+

สวัสดีครับทุกท่าน!
วันนี้ก็เป็นวันที่ผมได้สอบวิชาสุดท้ายเสร็จครับ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ผมได้เรียนจบอย่างสมบูรณ์ในระดับปริญญาตรี(ในกรณีที่ไม่ติด F ตัวไหนนะครับ)
แต่ในความรู้สึกลึกๆ ของผม กลับไม่มีความรู้สึกใจหาย หรือรู้สึกอ้างว้าง หลังจากที่ได้สำเร็จหลักสูตรวิศวกรรมไฟฟ้าแล้วตลอด 4 ปีที่ผ่านมา
ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบครับ ว่าเป็นเพราะเหตุใด.. ทั้งๆ ที่สมัยตอนจบม.6 ผมมีความรู้สึกแปลกแบบใจหาย กินเป็นเวลาสองเดือนเลยทีเดียว
ก็อาจจะเพราะว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ผมอาจจะได้ทำทุกอย่างจนพอใจหมดแล้ว หรือมิเช่นนั้นก็อาจจะเพราะผมไม่ได้ผูกพันกับมหาวิทยาลัยเหมือนโรงเรียน
เพราะโรงเรียนผมมีที่นั่งประจำตัว มีเพื่อนรอบกายอยู่คุ้นหน้า.. แต่ในมหาวิทยาลัย แต่ละวันก็ต่างกันไป ตามแต่วิชาที่เลือกลงกันตามความสนใจของแต่ละคน
แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นครับ.. เพราะ blog นักประดิษฐ์เราจะนำเสนอเน้นเรื่องวิทยาการล้วนๆ ครับ หึๆๆๆ ใส่แว่น


แน่นอนครับ ผมเชื่อว่าทุกท่านคงคุ้นเคยกับคำว่า "senior project" หรือ "โครงงานสำหรับนิสิตระดับชั้นปี 4
อธิบายสำหรับน้องๆ มัธยม.. โครงงานที่ว่านี้ก็คือโครงงานที่นิสิต นักศึกษาระดับชั้นปี 4 ต้องทำทุกคนครับ โดยถือว่าเป็นวิชาหนึ่งๆ มีหน่วยกิตให้
โดยเป้าหมายก็คือ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ที่จะเอาความรู้ของตนที่ได้ร่ำเรียนมาตลอด 4 ปี มาประยุกต์ใช้ให้เกิดเป็นผลงานจริงครับ
และปรกติแล้ว วิธีการเลือกหัวข้อโครงงาน ก็จะมี 2 แบบครับ คือ 1.อาจารย์ตั้งไว้ให้นิสิตไปเลือกทำ กับ 2.นิสิตเสนอหัวข้อเอง
จำนวนนิสิตในแต่ละโครงงานก็จะแตกต่างกันไปครับ ตามแต่ขนาดขอบเขตของโครงงาน เช่นทำรถเข็นไฟฟ้าก็ 4 คน แต่ถ้าทำ sim ในคอมก็แค่ 1 คน

สำหรับผมแล้ว ทุกท่านที่ติดตามมาตั้งแต่ blog ก่อนหน้าคงจะทราบครับ ว่าผมได้เสนอหัวข้อโครงงานไป โดยได้แรงบันดาลใจมาจากผู้ป่วยอัมพาต
แต่เนื่องจากผมได้พบกับแรงบันดาลใจนี้เมื่อยามสาย นั่นคือเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ได้สมัครลงชื่อทำโครงงานต่างๆ ไปหมดแล้วประหลาดใจ
ทำให้กลายเป็นว่า โครงงานที่ผมได้เสนอไปนั้น จะต้องทำเพียงคนเดียว .. เพราะคนอื่นไม่ว่างแล้ว
อย่างไรก็ดี มันก็ทำให้ผมได้พบกับความท้าทายใหม่อีกครั้งครับ คือเป็นการตั้งโจทย์ที่ยากให้กับตัวเอง ว่าจะสามารถผ่านไปได้หรือไม่
และเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 ครับ.. ก็เป็นวันที่ผมต้องนำเสนอผลงาน senior project ที่ได้ทำมาตลอดทั้งปี ให้กับคณะกรรมการได้รับฟังครับขยิบตา


ในกลุ่มที่ผมสังกัดอยู่นั้น เป็น lab bioelectronics ของท่านรศ.ดร.มานะ ศรียุทธศักดิ์ ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า จุฬาฯ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน


ท่านรศ.ดร.มานะ ศรียุทธศักดิ์ ที่ปรึกษาโครงงานผมและเพื่อนๆ ครับ
โดยเพื่อนในก๊วนอาจารย์ที่ปรึกษาเดียวกันนี้คือแก๊งค์ 4 สาวซึ่งได้แก่ ตาว ตาล เต่า แน๊ต และก็ผม ครับ รวมกันเป็น 5 คน
เวลามานำเสนอ ก็เลยได้เวลาที่ติดกันหมดเลยฮะ โดยคนแรกที่เริ่มคือตาล(นกฮูก) ซึ่งเสนอหัวข้อเรื่อง "เครื่องคิดสั่งงานด้วยเสียง"
แต่ทว่าเนื่องจากกล้องถ่ายยรูปยังอยู่กับผมที่บน lab เลยเป็นคนเดียวที่พลาดไม่มีรูปถ่าย (เสียใจด้วย)   

หลังจากผมวิ่งมาที่ห้องนำเสนอโครงงาน ก็พบว่าคุณตาวกำลังนำเสนออยู่ครับ เกี่ยวกับ "เครื่องเตือนแผลกดทับ"

รูปบนซ้าย ตาวขณะกำลังนำเสนอผ่าน ppt ส่วนรูปขวาขณะทดสอบให้กรรมการดู
สำหรับเครื่องเตือนแผลกดทับของตาวนั้น ก็ใช้ Pressure sensor เป็นตัวตรวจวัดครับ
อาศัยหลักการที่ว่า พอผู้ป่วยนอนบนเตียงลมแล้ว ก็จะมีความดันของลมค่าหนึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากน้ำหนัก เครื่องก็จะจำค่าไว้
แต่เมื่อไหร่ที่ผุ้ป่วยนอนค้างอยู่ตำแหน่งเดิมนานเกินไป เช่น 1-1.5 ชั่วโมง อันอาจก่อให้เกิดแผลกดทับเกิดขึ้น เครื่องก็จะส่งเสียงเตือนครับ
เพื่อให้พยาบาลหรือคนดูแลมาขยับท่าทางให้เลือดได้ไหลเวียนฮะ 


คณะกรรมการลุ้นกันใหญ่ครับ

หลังจากนั้นก็ถึงคราวของคุณเต่าครับ ซึ่งเสนอหัวข้อเรื่อง "แปรงสีฟันไฟฟ้าสำหรับผู้พิการแขน"
สำหรับโครงงานนี้ก็มักจะโดนถามอยู่เรื่อยครับ ว่ามันต่างอะไรกับแปรงสีฟันไฟฟ้าที่มีขายตามท้องตลาด
คำตอบก็คือ มันเป็นแปรงที่ตอบสนองต่อแรงกดครับ คือหากผู้พิการต้องการแปรงให้แรงขึ้นก็ยื่นหน้าเข้าไปอีก
ระบบก็จะวัดได้และสั่งให้มอเตอร์แปรงแรงยิ่งขึ้นอีก.. โดยอาศัยอุปกรณ์ tachometer ที่ติดไว้นั่นเอง


รูปซ้าย เต่าขณะกำลังนำเสนอ ส่วนรูปขวา เต่าขณะกำลังงานเข้า

หลังจากคุณเต่านำเสนอเสร็จ ก็ถึงตาของคุณแน๊ตครับ ซึ่งมาพร้อมกับโครงงาน "คีย์บอร์ดเพื่อผู้ป่วยแขนอ่อนแรง"
คำว่าแขนอ่อนแรงก็คือ เป็นปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อแขนฮะ ที่ไม่สามารถจะยกมือขึ้นมาพิมพ์คีย์บอรืดได้เหมือนๆ กับคนปรกติทั่วไป
ทำให้เกิดโครงงานที่จะสร้างคีย์บอร์ดพิเศษ ที่มีเพียง 7 ปุ่มหลัก และปุ่มเลือกภาษาและปุ่ม caps lock เพื่อให้ใช้มือข้างเดียวพิมพ์ได้โดยไม่ต้องยกแขน
ซึ่งแน๊ตก็ทำออกมาได้สวยผิดกับหน้าตาเลยทีเดียวครับ (ฮี่ๆ)

รูปซ้าย คีย์บอร์ดพิเศษของแน๊ต รูปขวา แน๊ตขณะกำลังนำเสนอ
ซึ่งแนวคิดของหลักการของคีย์บอร์ดนี้ก็คือ ในภาษาไทยและอังกฤษนั้นจะมี "ตัวอักษร" ที่ใช้บ่อยอยู่เป็น rank ครับ
เช่นภาษาอังกฤษก็คงหนีไม่พ้น a e i o u เป็นต้น ซึ่งเป็นสระที่มักจะมีในเกือบทุกๆ คำของคำอังกฤษ
ดังนั้นการกดแป้นคีย์บอรืดพิเศษนี้ การกดแต่ละแป้นก็จะได้คำที่มีโอกาสเกิดมากที่สุด
ส่วนตัวอักษรอื่นๆ เช่น  b f x ฯลฯ ก็อาจจะต้องกดสองปุ่มพร้อมกัน หรือ สี่ปุ่มพร้อมกันตามโค้ด คือยิ่งมีโอกาสเจอน้อยก็กดยากขึ้นนั่นเองครับ


รูปซ้าย ผ่อนคลายหลังนำเสนอ รูปขวา แน๊ตกำลังทดสอบให้คณะกรรมการดู

แล้วก็มาถึงรอบของผมครับ ซึ่งเป็นคนสุดท้ายของรอบเช้าวันอังคารที่ 3 มีนา ใส่แว่น
โดยเริ่มแรกผมก็สวัสดีทักทาย และทำการเปิด slide power point ก่อนครับ เพื่อนำเสนอคณะกรรมการ
เพียงแต่ว่า ในการเปิด slide ครั้งนี้ ผมไม่ได้ใช้มือควบคุมเม้าส์หรือคีย์บอร์ดครับ
แต่ใช้แค่ "ศีรษะ" และ "หัวไหล่" ควบคุม cursor บนจอ เพื่อเปิด slide ฮะ


รูปด้านบน สังเกตว่าผมเอามือไว้ใต้โต๊ะเลยครับ ใช้แต่การขยับศีรษะและหัวไหล่ควบคุม cursor บนจอคอม

เพื่อมิให้ทุกท่านสงสัยไปมากกว่านี้… ผมขอตัดเข้าสู่ช่วง "ทำได้ไงวะเนี่ย?" สักครู่หนึ่งครับ ใส่แว่น 


ทำได้ไงวะเนี่ย?
อย่างที่ทราบครับ ว่าโครงงานของผมที่มีชื่อว่า "แขนกลคนพิการ" นั้น ตั้งใจทำให้พี่เก๋ซึ่งเป็นอัมพาตทั้งตัว ขยับได้แค่ศีรษะและหัวไหล่

อยากให้ลองนึกสภาพตัวท่านเองครับ ว่าถ้าไม่มีแขนขา มีแค่ศีรษะและหัวไหล่ที่ขยับ ทำงานได้ ชีวิตคุณจะเป็นอย่างไร??
คงเป็นอะไรแบบนี้ครับ >>

คุณก็คงจะเจอปัญหาว่า ถ้าอยากหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม เปิดคอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งบริหารขยับแขนตนเองกันพังผืดในข้อต่อ จะทำอย่างไร?
คำตอบก็คือ ใช้ส่วนที่ยังพอขยับได้ที่เหลือ ให้เกิดประโยชน์ครับ นั่นคือ ศีรษะ และหัวไหล่ (อาจจะมีเสียงพูด และการขยับใบหน้าด้วยในอนาคตครับ) 
สิ่งที่ผมทำก็คือ ติด sensor วัดการเคลื่อนไหวของศีรษะไว้ที่หมวกครับ แล้วสวมเจ้าหมวกนี้ไว้
โดยใช้ตัววัดความเร่งสองแกนเบอร์ ADXL202 วัดการผงกหน้าขึ้นลง และ Digital compass เบอร์ CMPS03 วัดการหันหน้าซ้ายขวา
ส่วนที่บริเวณไหล่ ผมก็ติดก้านพลาสติกต่อไปยัง limit switch ไว้ที่หัวไหล่ทั้งสองข้างตามรูปด้านล่างครับ

รูปซ้าย sensor ที่ติดไว้บนหมวก รูปขวา ขณะทดลองเอาทั้งระบบมาสวมใส่
ซึ่งเมื่อวัดค่าออกมา ก็จะได้กราฟดังรูปด้านล่างครับ ในส่วนของการหันหน้าไปทางซ้าย และการพงกศีรษะ 1 ที

ในการควบคุมนั้น ผมใช้การติดต่อผ่าน RS232 จาก microcontroller เบอร์ P89V51RD2 ไปยังคอมพิวเตอร์
การคลิกเมาส์นั้นทำให้จากหัวไหล่ซ้ายขวา คลิกซ้ายก็ไหล่ซ้าย คลิกขวาก็ไหล่ขวาเป็นต้น
ส่วนการขยับ cursor ไปมาตามแกน x y ก็ใช้การขยับศีรษะขึ้นลงซ้ายขวานั่นเองครับ



หลักจากผมนำเสนอ slides ด้วยการขยับหัวในส่วนของวัตถุประสงค์ ที่มา เนื้อหา และหลักการ แล้ว
ก็มาถึงช่วงทดสอบแขนกลคนพิการ ต่อหน้าคณะกรรมการครับ


ความจริงแล้วการควบคุมแขนกลครั้งนี้ ก็ไม่ใช่ครั้งแรกครับ เพราะก่อนหน้านี้ ผมก็แอบทดสอบระบบมาเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 11 กพ 52 ที่ห้องชมรม
ซึ่งในการทดสอบคราวนั้น ผมก็โดนแขนกลฟาดไปสองทีจนผมเกือบพิการครับ เนื่องจากโปรแกรมยังไม่สมบูรณ์กลอกตาไปมา
และหลังจากแก้ปัญหาต่างๆ อยู่เป็นระยะเวลาหนึ่ง ก็สามารถแก้ปัญหา bug จุดต่างๆ ได้ดีมากขึ้นครับ

ภาพวันที่ 11 กพ 52 ขณะที่ผมกำลังทดสอบแขนกลครั้งแรก

หลังจากผมเสร็จสิ้นการนำเสนอ ก็ดูเหมือนว่าคณะกรรมการจะพึงพอใจทั้ง 5 โครงงานครับ ที่พวกเราได้ทำ
อย่างที่สังเกตครับ ว่าทุกโครงงานของพวกเรานั้น จะเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่ผู้พิการ หรือผู้ป่วยอัมพาตเป็นหลักครับ
ทั้งนี้ก็เพราะได้แรงบันดาลใจจากท่านอาจารย์ที่ปรึกษาของเรานั่นเอง (ท่านทำงานเกี่ยวกับอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการมาตลอดฮะ)
และในช่วงอาทิตย์ถัดไปนี้ พวกเราก็จะเดินทางไปโรงเรียนสอนคนตาบอดครับ เพื่อไปดูว่าเขาขาดเหลืออะไรอีก
และท้ายที่สุด ก็ต้องขอขอบคุณโครงการ IRPUS ที่ให้ทุนสนับสนุนพวกเรา ทำโครงงานให้สำเร็จลุล่วงมาได้เป็นอย่างดีครับ



สำหรับในส่วนอื่นๆ เช่นวงจรไฟฟ้า หรือส่วนของโครงสร้างเครื่องกลนั้น ผมขอยังไม่นำเสนอครับ
เพราะว่าผมยังมีอีกงานหนึ่งที่ต้องทำ คือนำแขนกลนี้ไปจัดแสดงในงาน..
IRPUS ระหว่างวันที่ 27-29 มีนาคม 2552 ณ พารากอนฮอลล์
ซึ่งผมก็คงจะใช้เวลาเท่าที่มีอยู่ 20 วันนี้ ปรับปรุงและพัฒนารายละเอียดส่วนต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น
โดยหวังว่าเมื่อถึงที่งานพารากอน เจ้าแขนกลนี้น่าจะหยิบแก้วน้ำได้ เพื่อทำให้ผู้ที่เป็นอัมพาตทั้งตัวหยิบน้ำมาดื่มเองได้
และหลังจากมันสมบูรณ์แล้ว ผมก็จะค่อยมาแบไต๋ทีเดียวครับ ว่าอะไรทำอย่างไร

นอกจากโครงงานแขนกลฯ ของผมแล้วครับ.. ก็มีโครงงานเครื่องคิดเลขสั่งงานด้วยเสียงของคุณตาลด้วยฮะ ที่จะไปนำเสนอ
ก็ขอเรียนเชิญครับ ท่านใดที่สนใจจะไปเยี่ยมชมผลงานจริงๆ ของพวกเรา.. ก็ไปพบกันได้ครับ ที่ช่วงเวลาดังกล่าว

ขอบคุณที่ติดตาม แล้วเตรียมตัวพบกันครับ! ใส่แว่น

This entry was posted in My Previous Projects. Bookmark the permalink.

10 Responses to +นำเสนอ Senior Project+

  1. Obchoey says:

    แก๊ป … * – *ประทับใจมาก !!!บอกอีกทีว่าภูมิใจกับความพยายามและความสามารถของเพื่อนคนนี้จริงๆ ^ ^

  2. RSMP says:

    เยี่ยมเลยแก๊ป เราว่าโครงการแก็ปเป็นประโยชน์ดีอ่ะ ชอบๆ แก็ปน่าจะไปเป็นพวกผลิตเครื่องมือแพทย์น่ะ 555เหมาะดีชอบที่แก็ปเอาความรู้วิศวะมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับสาขาอื่นที่ตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยได้ พวก การแพทย์อะไรเงี่ยสู้ๆแก็ปว่าแต่ว่า จบแล้วจะไปทำอะไรต่ออ่ะแก็ป

  3. parinya says:

    ทำไมไม่โกนหนวดก่อนพรีเซนต์วะ

  4. canon says:

    ถ้าว่างจะไปเยี่ยมเยียนนะจ๊ะโครงงานเจ๋งมากทุกคนเลยอ่ะ ประทับใจจริงๆปล. โกนหนวดเถอะ พลีส

  5. Nattapon says:

    สุดยอดครับพี่แก๊บ ไว้ว่างๆ จะไปดูคับ

  6. Sasikamol says:

    อืม…เป็นโครงงานที่มีประโยชน์กับผู้พิการดีนะเห็นระยะหลังมานี้มีโครงงานสำหรับผู้พิการเยอะขึ้นเรื่อยๆก็ดี ที่คนเราได้หันมาสนใจเรื่องเพื่อนมนุษย์กันมากขึ้นแป๊บๆก็จบปีสี่แล้วสินะ ยินดีด้วยนะพี่แก๊ปปล. เห็นด้วยกับพี่เชียร์↓↓

  7. Ploy says:

    น่าทึ่งจัง ทั้ง 5 คนเลย!!!

  8. Ploy says:

    ถ้าเราทายถูก จะได้ตั๋วเครื่องบินไปกลับ กรุงเทพ-มัลดีฟส์ พร้อมที่พัก 4 วัน 3 คืนรึเปล่าเนี่ย

  9. BagpackeR says:

    เหอๆสวัสดีคับเดินทางมาเรื่อยๆ เลยมาเจอนี้แหละเท่าที่เห็นเป็นคนที่ทุมเทมากข้าน้อยขอคารวะsakrit_t01@hotmail.combagpacker.hi5.comยังไงก็แวะมาทักทายกันได้-*-

  10. สุธาสินี says:

    สุดยอดมนุษย์+_+

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s