+เรื่องดี๊ดีแห่งปี 2009+

สวัสดีครับบบ!
พบกันอีกแล้วนะครับ สำหรับ blog นักประดิษฐ์นี้ (แม้ว่าหลังๆ จะเริ่มไม่มีสิ่งประดิษฐ์มาโชว์แล้ว ฮ่าๆ)
วันนี้ก็ไม่มีอะไรมาก สาเหตุที่อัพก็เพราะต้องการเล่าเรื่องราวของชีวิตผมในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ซึ่งผมรู้สึกว่า เป็นช่วงที่ยอดเยี่ยมมากสมควรแก่การเล่าต่อ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับท่านผู้เข้ามาอ่านไม่มากก็น้อย
และหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว จะส่งผลอย่างยิ่งต่ออนาคตของผมในอีก 3-4 ปีข้างหน้านี้
เรื่องที่จะคุยวันนี้มี 2 เรื่องครับ คือ 1.ทุน panasonic กับ 2.การสอบ IELTS
เอาล่ะ เริ่มที่เรื่องแรกก่อน…

1.อย่างที่ทุกท่านทราบว่า หลังจากผมผิดหวังจากการสมัครเข้าเรียนป.โทที่มหาวิทยาลัยในอเมริกา (MIT Berkeley UCLA)
แผนเดิมทีเคยวาดไว้สวยหรูของผม ก็มีอันต้องพังทลายลงไป และบังเกิดเป็นความเครียดสะสมอยู่หลายเดือนเลยทีเดียว
มันเป็นความเครียดที่เกิดจากความตั้งมั่นของผม ว่าจะต้องไปเรียนต่อต่างประเทศเท่านั้น ทำให้ไม่สมัครงาน และไม่สมัครต่อโทที่จุฬาฯ
ดังนั้นพอมหาวิทยาลัยที่สมัครไปปฏิเสธผมหมด ก็ทำให้ผมตกอยู่ในความเคว้งคว้าง อนาคตมืดมัวไปทันที
ข้อเสนอแนะ-> การสมัครเรียนต่อควรสมัครมหาวิทยาลัยให้หลากหลาย มิใช่สมัครแต่ยูเทพๆ อย่างผม แล้วก็ผิดหวัง
หลังจากผมรู้ผลการคัดเลือกมหาวิทยาลัยสุดท้ายว่าโดนปฏิเสธ ผมใช้เวลาทำใจ 1 อาทิตย์
และหลังจาก 1 อาทิตย์ ผมก็ยกเครื่องการวางแผนใหม่ พับความคิดจะไปเรียนต่ออเมริกาทิ้งไป แล้วมองที่ทวีปอื่นๆ แทน
ที่ผมเลือกมาก็คือ NUS(สิงคโปร์) Imperial College(อังกฤษ) และทุนการศึกษาไปเรียนต่อญี่ปุ่น ทุน panasonic
..ใช้กำลังภายในเล็กน้อย ผมก็ได้การตอบรับให้เข้าเรียนจาก NUS ในต้นเดือนพ.ค. ซึ่งผมก็อุ่นใจละ ว่าปีนี้มีที่เรียนแน่ๆ
..Imperial College ประกาศบนเวปว่า คอร์สที่ผมสมัครนั้นเต็มเสียแล้ว ทำให้ตัวเลือกนี้ปิ๋วไปโดยปริยาย
..สุดท้าย ทุน panasonic ไปเรียนต่อโทประเทศญี่ปุ่น 3 ปี (เรียนภาษา 1 ปี เรียนโท 2 ปี) ผมก็ต้องไปเข้ารับการคัดเลือก
รอบแรกคือรอบใบสมัครครับ มีให้เขียน study plan ที่จะไปเรียนต่อ ส่งภายในวันที่ 7 เม.ย. ผมก็ส่งไป
กลางๆ เม.ย. ก็ประกาศผลใบสมัคร ปรากฎว่ามีผู้ได้รับการคัดเลือก 15 คน(รวมผมด้วย) ให้เข้าสัมภาษณ์ช่วงปลายเดือนเม.ย.นั่นเอง
การคัดเลือกของทุน panasonic นี้ มีด้วยกัน 4 ขั้นตอนครับ
1.ใบสมัคร 2.สัมภาษณ์รอบแรก(กรรมการคนไทย) 3.เข้าค่าย(วัดไอคิว+กิจกรรมกลุ่ม) 4.สัมภาษณ์รอบสุดท้าย(กรรมการคนญี่ปุ่น)
ก็กลายเป็นปัญหาของผมแล้วครับ เพราะอย่างที่ทราบว่าสไตล์การเรียนของประเทศอเมริกาและญี่ปุ่นมันต่างกันลิบลับ
เช่นที่อเมริกา จะเน้นเรียน course work แต่ญี่ปุ่นจะเน้นด้าน research และสภาพแวดล้อมการทำงานก็ต่างกัน
ทำให้ผมต้อง “ปรับทัศนคติตัวเอง” ใหม่หมด โดยการศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม ว่าญี่ปุ่นเป็นอย่างไร ทำไมถึงดีกว่าอเมริกาเป็นต้น
ซึ่งหลังจากที่ผมได้พูดคุยกับอาจารย์ รุ่นพี่ รุ่นน้อง ที่จบหรือจะไปเรียนญี่ปุ่น.. ทัศนคติผมก็เปลี่ยนไปครับ
ข้อเสนอแนะ-> ใครที่อยากเรียนต่อนอก ช่วงต้นเทอม 1 ของปี 4 ควรหาข้อมูลการศึกษาในประเทศต่างๆ ได้แล้ว
การสัมภาษณ์รอบแรกนี้ ผมก็สามารถผ่านเข้าไปได้อย่างกดดัน เนื่องจากมีเวลาเตรียมตัวไม่มากนัก
ต่อไปก็จะไปเข้าค่ายครับ มีผู้หลงเหลือเข้ามา 8 คนในรอบนี้
ค่ายปีนี้มีแค่วันเดียวครับ จัดที่ตึกพานาตรงชิดลม ช่วงเช้าจะมีแบบทดสอบวัดไอคิว 4 ชุด และตอนบ่ายก็ทำกิจกรรมกลุ่ม เน้นทีมเวิร์ค
การเข้าค่ายรอบนี้ ผมก็ทำเต็มที่ครับ และก็ไม่ได้รู้สึกว่าไป fake อะไรแบบที่เจอคนในค่ายสมัครงานบริษัท T ทำ
ซึ่งผลปรากฎว่า หลังจากเข้าค่าย ก็เหลือผู้สมัครอยู่ 5 คนครับ (รวมผมด้วย) .. ต่อไปก็เหลือแค่ตรวจร่างกาย และสัมภาษณ์รอบสุดท้ายกลางมิ.ย.
การเตรียมตัวสัมภาษณ์รอบสุดท้าย เนื่องจากผมได้ไปลงคอร์ส micro MBA ของคณะบัญชีมา เค้าก็สอนเรื่อง marketing plan
และหนึ่งในวิชาที่สอนในคอร์สนี้ก็คือ เรื่องของการวาง Positioning ของสินค้า Segmentation ลูกค้าและ Strategy ของการนำเสนอ
ซึ่งผมก็นำมาประยุกต์ใช้กับการสัมภาษณ์ครั้งนี้

การนำหลักทางการตลาด มาประยุกต์ใช้กับการสัมภาษณ์ทุน (คิดว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่จะไปสัมภาษณ์งาน/ทุน ฯลฯ)
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจคำว่า Positioning ครับ
Positioning คือข้อความที่บ่งบอกว่า เราต้องการให้ลูกค้าระลึกถึงแบรนด์เราในแง่มุมใดมากที่สุด
เช่น รถวอลโว่ = ความปลอดภัย, รถบีเอ็ม=หนุ่มโสดโลดแล่น, รถเบนซ์=หรูหราระดับกลางถึงสูง
ซึ่งการที่รถแต่ละยี่ห้อมี Positioning ที่ชัดเจน จะทำให้ลูกค้าจำได้ง่าย และรู้ว่าถ้านึกถึงเรื่องหนึ่ง ต้องนึกถึงรถยี่ห้อใด
และสิ่งที่จะเป็น Positioning ได้ ก็จะต้องเป็นสิ่งที่คุณการันตีได้ว่า คุณเหนือกว่าคู่แข่งในเรื่องนี้จริงๆ หรือทำให้ลูกค้าเชื่ออย่างนั้น
นอกจากนี้ การจะเอาชนะคู่แข่งให้ได้ นอกจากมี Positioning หลักแล้ว ก็ต้องมี Positioning อันดับ 2,3,…
อันดับหนึ่งคือสิ่งที่เราชนะคู่แข่งชัวร์ๆ อันดับสองก็คือสิ่งที่เราเหนือกว่าคู่แข่งเล็กน้อย และอันดับสามคืออยู่ระดับเฉลี่ยของคู่แข่ง
ซึ่งถ้าเราทำได้แบบข้างต้น สินค้าเราก็ย่อมเข้าไปครองใจลูกค้าได้ดีกว่าคู่แข่งแน่นอนครับ
อีกคำหนึ่งก็คือ Personality ซึ่งคือสิ่งที่ลูกค้ารู้สึกว่า พอเป็นเจ้าของแบรนด์นี้แล้ว จะถูกคนอื่นมองอย่างไร
เช่น รถแลนด์โรเวอร์=คนช่างลุย, Avanza, CRV = รถครอบครัว Accord, Camry = ผู้บริหาร เป็นต้น
ดังนั้นการที่คุณจะเข้าไปอยู่ในใจกรรมการได้ ก็จะต้องมอง 2 คำดังกล่าว Positioning, Personality
เอาล่ะ มาดูตัวอย่าง Positioning และ Personality ที่ผมวางไว้บ้าง
1st Positioning = Robotic expert : ประสบการณ์ทำหุ่นยนต์ 8 ปี ตั้งแต่ม.3 และได้รางวัลระดับนานาชาติ
2nd Positioning = Leadership : โดยส่วนมากจะเป็นหัวหน้าทีม ประธานชมรม กรรมการนักเรียน และผู้จัดงานนิทรรศการมากมาย
3rd Positioning = Academic result : เกรดเฉลี่ยอยู่อันดับต้นๆ ของภาควิชา แม้จะไม่สูงมากนัก แต่ก็ไม่เลวร้าย
คือผมมองว่า จุดเด่นของตัวผมในด้านวิชาการแล้ว ไม่ใช่เกรดเฉลี่ย หรือมีความเป็นผู้นำสูง(มันเป็นนามธรรม)
แต่เป็นประสบการณ์ด้านหุ่นยนต์ ที่มีผลงานเป็นรูปธรรม และน่าจะเด่นกว่าคนสมัครคนอื่นๆ ในเรื่องนี้
ส่วน Personality คือสิ่งที่ผมคิดว่า คณะกรรมการเค้าใช้ตัดสิน ว่าถ้าเลือกผมแล้ว คนอื่นจะมองพวกเค้าอย่างไร ผมก็เก็งเอาไว้ 2 ตัว
-คิดถูกที่เลือก: ตรงตามเป้าหมายของทุน
-ไม่มีข้อครหา: มีผลงานรูปธรรมที่ยืนยัน
นั่นคือผมก็คิดว่าถ้าผมเป็นกรรมการ แล้วตัดสินใจเลือกผู้สมัคร 3 คนจาก 5 คน สองสิ่งด้านบนคือสิ่งที่ผมจะคำนึงถึงครับ
ต่อมาก็เป็น การนำเสนอ Positioning และ Personality สู่คณะกรรมการครับ
ตามหลักการตลาด เค้าก็มีกลยุทธ์การเอาสินค้าเข้าไปอยู่ในหัวใจลูกค้าได้ดัง 7 ขั้นตอนนี้
1.awareness การตระหนักรู้ในสินค้า ว่ามีตัวนี้อยู่
2.knowledge ข้อมูลเกี่ยวกับตัวสินค้า
3.interest ความน่าสนใจของสินค้า
4.linking เชื่อมโยงกับความรู้สึก
5.perference พึงพอใจในสินค้า
6.connection สร้าง “ความจำเป็นสมมุติ” ขึ้นมาในใจ
7.purchase ซื้อสินค้า
ก็เอามาปรับเปลี่ยนเป็นการนำเสนอ หรือการสัมภาษณ์ได้ดังนี้ครับ
ขั้น 1 : แนะนำตัวเอง ประวัติเบื้องต้น
ขั้น 2,3 : บอกเล่า Positioning ที่วางไว้ นำเสนอด้านที่ตนเองเด่น และเป็นข้อดี
ขั้น 4,5 : เล่าความคิดว่า ถ้าได้ทุนจะไปเรียนอะไร จะทำอะไร ที่ท้ายที่สุดแล้วผลลัพท์เป็นไปตามเป้าหมายของทุน
ขั้น 6: เล่าแนวคิดก้นลึกของตนเอง ใช้การนำเสนอที่จูงใจ หรือดึงอารมณ์  แต่ทุกอย่างต้องมาจากสิ่งที่คิด/รู้สึกจริงๆ ไม่ใช้สร้างขึ้นมา
ขั้นที่ 7 : คณะกรรมการตัดสินใจซื้อ
และสุดท้าย คือการทำ Segmentation ของการตลาด หรือการแบ่งกลุ่มลูกค้านั่นเองครับ
ในส่วนของการสัมภาษณ์ทุน ผมก็คะเนว่า คณะกรรมการน่าจะมาจากหลายกลุ่ม ที่มีความต้องการรับรู้ที่ต่างกันดังนี้
1.ผู้บริหารญี่ปุ่น : ต้องการสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่ดี และทำตามนโยบายบริษัทแม่ ดังนั้นต้องการผู้สมัครที่เป็นไปตามเป้าหมายทุน
2.อาจารย์/นักวิจัยญี่ปุ่น : บริษัทเชิญมาร่วมสัมภาษณ์ เนื่องจากเป็นทุนการศึกษา จึงน่าจะถามเรื่องเทคนิค หรือโครงงานที่เคยคำและที่จะไปทำ
3.ผู้บริหารไทย : เนื่องจากเป็นคนไทยด้วยกัน น่าจะดูในเรื่องของความเหมาะสมเหมือนข้อ 1 และอาจดูเรื่องบุคลิกภาพ การแสดงออก
การที่เราทำ segmentation นี้ก็เพื่อที่ว่า เราจะได้มองตลาดให้ออกแล้ว แล้วป้อนความต้องการนั้นด้วยอุปทานของเรา
เช่นถ้ากรรมการต้องการรู้เกี่ยวกับโครงงานซีเนียร์ เราก็เตรียมข้อมูลไปนำเสนอให้เต็มที่ ให้เค้ารู้สึกพอใจ
ถ้าเค้าต้องการความมั่นใจว่า เราจะกลับมาพัฒนาสังคมของตนหลังจากเรียนจบ ก็ต้องหาตัวอย่างกิจกรรมที่เคยทำไปบอกเล่าให้ฟัง เพื่อยืนยัน
ซึ่งหากเราไม่ทำ segmentation ..การเตรียมสัมภาษณ์ของเราก็จะไม่มีหลักแหล่ง และไม่สามารถเตรียมได้ลึกซึ้งครับ

หลังจากที่ทำการวิเคราะห์การสัมภาษณ์ โดยอาศัยหลักการตลาดแล้ว ก็ต้องเตรียมความพร้อมให้กับตนเองครับ
1.การฝึกถูกสัมภาษณ์
เนื่องจากใช้การภาษาอังกฤษสื่อสารทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องทำการ “ฝึกพูด” ฮะ
โดยเริ่มแรกเราก็คิดเอาว่า กรรมการน่าจะถามแนวไหน อย่างไร แล้วก็จดแนวคำตอบเราเป็นภาษาอังกฤษ
เช่นคำถามว่า Why do you choose Japan, not other countries else?
ก็เขียนแนวการตอบไว้หลายข้อ อาทิ strict disciplin, hardworking, relate to in what I’m interested เป็นต้น
จากนั้นก็ฝึกพูดเอาเหตุผลพวกนี้มาต่อกันและขยายความให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น เป็นภาษาอังกฤษ
บางคนก็ใช้วิธีฝึกหน้ากระจก.. แต่สำหรับผมก็แค่จินตนาการว่าอยู่ในห้องสัมภาษณ์ แล้วก็พูดให้มีเสียงดังพอประมาณไปเรื่อยๆ
เวลาพูดนั้น ก็ไม่ควรพูดเร็ว พูดติดๆ กันแบบท่องจำมาตอบ.. แต่ฝึกพูดแบบเว้นช่วง ทิ้งให้มีเวลาคิด
และไม่ต้องกังวลว่าจะเกินเวลากรรมการหรือเปล่า เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดเน้นปริมาณ แต่อารมณ์กรรมการไม่อินตามไปด้วยครับ
การฝึกพูดเป็นสิ่งที่สำคัญครับ เพราะเราไม่ใช่เจ้าของภาษา
และต่อให้เป็นเจ้าของภาษา เค้าเองก็ยังฝึกซ้อมก่อนเลย ว่าควรจะตอบอย่างไร แนวไหน เพื่อลดความตื่นเต้น
แต่ก็ยังขอเน้นเหมือนเดิมครับ ว่าคำตอบของทุกคำถามที่เราเก็งไว้นั้น ต้องมาจากความเชื่อ/ความคิดของเราเองจริงๆ
เพราะกรรมการไม่ได้ถามคำ-ตอบคำ แต่เค้าจะต่อยอดคำถามลึกลงไปเรื่อยๆ จากคำตอบเรา
ดังนั้นถ้าเราไปพยายามสร้างภาพ ตอบแบบคำถามสมัครงาน ผมว่าท้ายที่สุดคนที่ตายก็คือเราเองครับ ศพเละแน่นอน 55
2.อุปกรณ์ประกอบการสัมภาษณ์
หลายคนก็หลายแนวครับ บางคนบอกว่าเวลาสัมภาษณ์แต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วไปตัวเปล่าก็ได้
แล้วพอกรรมการถามว่าทำไมไม่เตรียมอะไรมาเลย ก็ให้ตอบไปว่า “เพราะผมเชื่อว่า ทุกสิ่งที่ผมพูดเป็นความจริงครับ” ก็อาจดูดีเหมือนกัน
แต่ผมเองคิดว่า การเตรียมอะไรที่เป็นรูปธรรมไปด้วย มันน่าจะดีกว่า
โดยในครั้งนี้ ผมก็นำlabtopไปด้วย เพราะเตรียมไฟล์วีดีโอของหุ่นยนต์เตะฟุตบอล กับโครงงานแขนกลคนพิการของผมไว้นำเสนอ
(ซึ่งในวันสัมภาษณ์ กรรมการก็ขอดูไฟล์โครงงานแขนกลของผมจริงๆ และมันทำให้ผมและกรรมการสามารถสื่อสารเข้าใจกันมากขึ้นครับ)
นอกจากนี้ ผมก็สร้าง Brand ให้ตัวเองครับ 55 ด้วยการนำหุ่นยนต์เตะฟุตบอลเข้าไปด้วย 1 ตัว
ประโยชน์ของการมีแบรนด์ ตามหลักของการตลาดแล้ว จะทำให้ลูกค้าจำเราได้ดีมากขึ้น ใน Position ที่เราวางไว้
อาทิเช่น ในระหว่างการประชุมคัดเลือกผู้สมัครของกรรมการต่างชาติ ก็คงลำบากถ้าจะเอ่ยถึงชื่อผู้สมัครคนไทย หรือลำดับที่ของผู้สมัคร
แต่ถ้าเกิดมีกรรมการคนนึงพูดขึ้นมาว่า “คนไหนน่ะเหรอ? ก็คนที่เอาหุ่นยนต์เข้ามาด้วยไง”..
..เท่านี้แหละครับ นอกจากจะเป็นการชี้ชัดตัวผมแล้ว ก็ยังเป็นการตอกย้ำ Position ของผมทันทีครับHotผลของการสัมภาษณ์ ก็ปรากฎว่าผมได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการ ให้ได้รับทุนการศึกษาในปีนี้!
ทำให้ปี 2009 ที่เหลือนี้ ผมคงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกะการอ่าน/เรียนภาษาญี่ปุ่นเตรียมสอบระดับ 3 ช่วงปลายปี
และถ้าสอบผ่าน ตอนเดือนมีนาปี 2010 ผมก็จะไปญี่ปุ่น และเรียนภาษาเพิ่มเติม 1 ปีเต็มให้ได้เกินระดับ 2 พร้อมสอบเข้าป.โท
ส่วนปี 2011-2012 ก็จะเป็นช่วงที่ผมเรียนป.โทครับ โดยกะไว้ว่าจะเรียนสาขา mechano-informatic ของโตเกียวไดกากุครับ
นอกจากนี้ ผมก็ได้ส่ง mail ไปบอกอาจารย์ที่ NUS ว่าผมได้รับทุนไปเรียนต่อญี่ปุ่นแล้ว จึงขอสละโอกาสทางการศึกษาที่ท่านมอบให้
ซึ่งอาจารย์เค้าก็ตอบกลับมาว่า ขอแสดงความยินดีด้วย และถ้าผมมีโอกาสไปสิงคโปร์ ก็ขอให้ไปเยี่ยมชม Lab และมหาวิทยาลัย NUS
ก็เป็นอันว่า.. ทุกอย่างลงตัวครับ
สุดท้ายก็ต้องขอขอบคุณบริษัท panasonic ครับ ที่ให้โอกาสผมในครั้งนี้
ขอบคุณมิตรภาพ ความรู้ จากท่านคณะกรรมการ yamamotosan พี่ดาว พี่ปุ๊ก และเพื่อนๆ ผู้สมัครทุกคนที่สมหวังและพลาดหวัง
รวมถึงเพื่อนๆ ในและนอกคณะ ที่เป็นแรงผลักดันและกำลังใจให้
สุดท้ายก็ครอบครัว แม้จะไม่แสดงออกว่าดีใจ แต่ก็รู้ได้ลึกๆ ครับว่าทุกคนภูมิใจในเรื่องนี้ Wink


2.การสอบ IELTS
..อย่างที่ทุกท่านทราบ ว่าการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษเพื่อไปเรียนต่อในหรือนอกประเทศ มีด้วยกัน 2 ค่ายคือ TOEFL กะ IELTS
โดย TOEFL นั้นมักนิยมใช้เพื่อไปศึกษาต่อประเทศอเมริกา หรือประเทศอื่นๆ ที่ยอมรับ
ส่วน IELTS นั้นเน้นไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ หรือประเทศอื่นๆ ที่ยอมรับ
โดยมหาวิทยาลัยไม่มากนักในอเมริกา จะยอมรับผลสอบ IELTS แต่หลายมหาวิทยาลัยในอังกฤษก็ยอมรับ TOEFL
ดังนั้นในช่วงเริ่มแรก ผมก็เลือกที่จะสอบ TOEFL ครับ เพราะตอนนั้นอยากไปอเมริกา และเผื่อไว้ยื่นประเทศอื่นๆ ด้วย
อย่างที่หลายท่านทราบ ผมทำการสอบ TOEFL ไป 3 ครั้งครับ ได้คะแนน 77 -> 88 -> 84 (ครั้งที่สามคะแนนตก เพราะเสียสมาธิตอนฟัง listening)
ตอนที่ผมยื่นมหาวิทยาลัยอเมริกา ผมสอบถึงครั้งที่ 2 ครับ คือได้ 88 คะแนน แล้วก็ยื่นไป ปรากฎว่าโดนปฏิเสธหมด (อาจเป็นเพราะเกรดผมไม่สูงนัก)
ทำให้หลังจากนั้น ผมต้องดิ้นรนหาที่เรียนใหม่ และสุดท้ายก็ได้ NUS สิงคโปร์ มา… แต่เค้ากำหนดว่า ต้องสอบ TOEFL ให้เกิน 92 หรือ IELTS เกิน 6.0
ดังนั้นช่วงกลางๆ มีนาคม ผมก็เลยสมัครสอบ TOEFL ไปอีกรอบ หวังจะได้เกิน 92 คะแนน แต่สุดท้ายก็ได้แค่ 84 ดังที่กล่าวไป
และผมก็ค้างการสอบภาษาอังกฤษไว้แค่นั้น.. เพราะตอนนั้นมีทุน pana เปิดรับสมัคร เลยตั้งใจว่าถ้าตกรอบทุนค่อยหวนกลับมาสอบ IELTS อีกที
ทว่าช่วงเวลา deadline ของการส่งผลคะแนนสอบภาษาอังกฤษให้ NUS กับการสัมภาษณ์รอบสุดท้ายของทุน Panasonic มันซ้อนทับกันอยู่ครับ
ทำให้เดือนพ.ค.ผมต้องเรียนทั้งภาษาญี่ปุ่น พร้อมๆ กับอ่านภาษาอังกฤาเตรียมสอบ IELTS ไปด้วยกันครับโดยปรกติแล้ว ผมเป็นคนที่ไม่เห็นด้วยกับเกณฑ์คะแนนสอบภาษาอังกฤษ ที่เค้าเทียบกันระหว่าง TOEFL กับ IELTS ครับ
เช่นมหาวิทยาลัย NUS กำหนดว่า สอบ TOEFL เกิน 92 หรือ IELTS เกิน 6.0
หรือ MIT บอกว่า สอบ TOEFL เกิน 100 หรือ IELTS เกิน 7.0(และให้น้ำหนักการสอบ IELTS มากกว่าด้วย)
ซึ่งผมคิดว่า การสอบ IELTS มันง่ายกว่า TOEFL ครับ ดังนั้นคนที่ได้ IELTS 7.0 ไม่น่าจะสอบ TOEFL ได้ถึง 100 หรอก
ดังนั้นผมก็เลยต้องพิสูจน์ความเชื่อนี้ ด้วยการเปลี่ยนไปสอบ IELTS บ้างครับ หลังจากสอบ TOEFL มา 3 ครั้ง..
ผมใช้เวลาเตรียมตัวสอบ IELTS ด้วยตัวเอง 4 อาทิตย์ครับ เริ่มตั้งแต่ยังไม่รู้เลยว่ามันสอบอย่างไร แนวไหน ถามยังไง มีกี่ parts
อาศัยพื้นฐานของ Toefl ที่เคยสอบไป.. รวมกับได้ความช่วยเหลือจากคุณเต่าที่ให้ชีทกะแบบฝึกหัดมาทำ
ผมก็ไปเข้าสอบในวันที่ 13 มิ.ย.ครับ โดยสมัครสอบของ British Council ได้สอบที่รร.ปทุมวันพรินซ์เซส ตรงมาบุญครองนี่เอง

ช่วงเช้าจะสอบ 3 อย่างครับ listening reading writing ตามลำดับ
เปิดฉากมา Part แรก เป็นบทสนทนาของหนุ่มสาวที่จะแต่งงานครับ พูดคุยเรื่องเลือกที่จัดงานแต่ง
ก็ปรากฎว่า เค้าพูดกันวกไปวนมาครับ ไม่ได้พูดเรียงข้อคำตอบ.. ทำให้ผมสับสนมาก และตอบไม่ค่อยได้ครับ ใน 10 ข้อแรกนี้
หลังจากจบบทสนทนา จาก 10 ข้อ ผมมั่นใจในคำตอบจริงๆ แค่ 4 ข้อเองครับ เหอๆๆ
ซึ่ง 6 คะแนนที่หายไปจาก 40 คะแนน ก็แสดงว่า ต่อให้ผมทำที่เหลือถูกหมด ก็จะได้เต็มแค่ 7.5 เองฮะ
แต่ในเมื่อมันย้อนกลับไปทำใหม่ไม่ได้แล้ว… ก็ต้องล้างความหวังใน 10 ข้อแรกนี้ ด้วยการตั้งใจฟังข้อคำถามที่เหลือให้ดีครับ
ต่อมาเป็น reading .. จากการฝึกทำแบบฝึกหัด ผมว่าของ reading ของ IELTS ง่ายกว่า TOEFL มากครับ
ดังนั้นผมก็อ่านไปเรื่อยๆ บทความแรก 15 นาที บทความที่สอง 25 นาที สุดท้าย 20 นาที ก็ทำเสร็จพอดี
ส่วน writing นั้นจะแตกต่างจาก TOEFL ครับ คือข้อแรกจะเป็นกราฟ ให้เราเขียนอธิบาย ส่วนอีกข้อเป็นกรณีศึกษาให้เราอภิปรายเหมือน Toefl
ซึ่งข้อแรกผมก็ได้เวลา 20 นาทีพอดีเขียนครบถ้วน อธิบายเรื่องช่วงอายุคนประเทศหนึ่ง และอัตราส่วนเด็ก/วัยรุ่น/คนแก่
ส่วนอีกข้อถามว่าคิดอย่างไรกับคนที่ออกจากคุกมาแล้วก่อคดีซ้ำเดิม และจะแก้ไขอย่างไร ผมก็อัดไปเต็มที่ประมาณ 1 หน้าครึ่ง (เกือบ 400 คำ)

ต่อมาก็เป็นการสอบ Speaking ช่วงบ่าย เนื่องจากเราต้องสอบกับกรรมการที่เป็นคน ไม่เหมือนพูดกับคอมแบบ Toefl ทำให้ไม่ได้สอบพร้อมกันทุกคน
โดยผมเองก็โดนจับไปสอบตอน 6 โมงเย็น -*- .. ทำให้ผมตัดสินใจใช้เวลาช่วงบ่ายไปเรียนภาษาญี่ปุ่นแถวสีลมครับ เหอๆๆ
หลังจากมึนๆ กะคำช่วยและประโยคในชีวิตประจำวันของชั้นเรียนภาษาญี่ปุ่น ผมก็กลับมาที่รร.ปทุมวันพรินซ์เซสตอน 5 โมง เพื่อเตรียมสอบพูดครับ
6 โมงเป๊ะ เค้าก็ให้ผมเข้าห้องสอบ ไปเจอกับกรรมการ 1 คนในห้องเล้กๆ ที่เกิดจากเอาพาร์ทิชั่นมากั้นแยกเป็นห้องเล้กๆ ในห้องประชุมใหญ่
ตอนแรกผมก็ตั้งใจครับ ว่าจะพูดให้ช้า เนื่องจากจะได้มีเวลาคิด และออกเสียงให้ชัดเจน
แต่ปรากฎว่า กรรมการเป็นคนที่พูดเร็วครับ เพราะยังหนุ่มอยู่ ทำให้ผมเลยเผลอพูดเร็วตาม 555+
ซึ่งในการสอบพูดของ IELTS นี้ ส่วนใหญ่เค้าจะให้พูดเกินกำหนดเวลาครับเช่น 2 นาที ไม่เหมือนสอบ TOEFL ที่จะให้พูดภายในเวลา 40 วิ ก็ว่าไป
เนื่องจากผมเองเป็นพวกชอบโม้ พูดเยิ่นเย้อ อยู่แล้ว ทำให้เวลาสอบ TOEFL มักจะพูดจบไม่ทันครับ.. แต่สอบ IELTS นี่ฝรั่งต้องบอกให้พอ เหอะๆๆ

…ผ่านไป 13 วัน
ผลสอบก็ออกมาครับ (หลังจากที่ผมได้รับทุน panasonic เรียบร้อย และไม่ได้เครียดกับผล IELTS แล้ว)
listening          6.5
reading           8.0
writing            6.5
speaking         6.5
รวมทุก parts = 7.0
ก็เป้นไปตามคาดครับ ว่าคะแนน IELTS มันดีกว่าเห็นๆ .. ทั้งๆ ที่ผมสอบ TOEFL ได้สูงสุด 88 นะนั่น
ทำให้แอบคิดเล็กๆ ว่าถ้าเมื่อก่อนตัดสินใจสอบ IELTS ผมก็อาจจะติด MIT ก็ได้นา 5555+ (แต่ช้าไปเสียแล้ว watashiwa rainen  nihone ikimasuHot)
ดังนั้นจึงมีข้อเสนอแนะอย่างนี้ครับ ว่าถ้ามหาวิทยาลัยที่คุณจะเข้า เค้ารับทั้ง TOEFL และ IELTS ก็เลือกสอบ IELTS ไปเถ๊อะ!


จบสองเรื่องที่อยากจะพูดคุยแล้วครับ 55+
สาเหตุที่เอามาเล่า อันแรกก็เพื่อให้เกิดประโยชน์กะผู้กำลังหาทุนไปเรียนญี่ปุ่น
คือนอกจากทุนมอนบุโชแล้ว ทุน panasonic ก็เป็นอีกทุนให้เปล่า ที่ให้โอกาสและเงินการศึกษาที่เยอะ แถมมีเครือข่ายนักเรียนทุนเก่าที่เหนียวแน่นมาก!
สำหรับคนที่อ่านแล้วเกิดความสนใจ ก็ดูรายละเอียดทุนได้ที่นี่ครับ http://www.panasonic.co.th/wps/portal/home/aboutpanasonic/corporatecitizenship/detailsaboutthescholarship
และก็น่าจะเป็นประโยชน์เช่นกัน สำหรับแนวคิดการเอาหลักการตลาดมาใช้กับการสัมภาษณ์งานหรือทุน
ซึ่งบางท่านอาจจะมองว่ามันเข้ากันไม่ได้ ผมจับแพะชนแกะเองรึเปล่า..แต่ทั้งหมดที่เล่ามาก็คือสิ่งที่ผมทำและเตรียมก่อนไปสัมภาษณ์จริงๆ ครับ
อันที่สองก็คือ ผู้ที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศ และกำลังเลือกว่าจะสอบอะไรดีระหว่างโทเฟิลกับไอเอล
ผมก็ขอเป็นอีกหนึ่งเสียงโหวต ว่าสอบไอเอลมันง่ายกว่าจริงๆ .. ถ้ามหาวิทยาลัยคุณรับทั้งสองอย่าง ก็สอบไอเอลเถิด จะได้ไม่ต้องเสียเงินแบบผม Tongue outBlog ครั้งนี้คงเป็นประวัติศาสตร์ในรอบ 3 ปี ที่ผมเขียนยาวเหยียดและไม่ใส่รูปเลย 55+
ขอบคุณที่ติดตาม และหวังว่าจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อยกันทุกคนครับ!

This entry was posted in My Previous Projects. Bookmark the permalink.

9 Responses to +เรื่องดี๊ดีแห่งปี 2009+

  1. SnC says:

    ว้าวๆๆๆแสดงความยินดีด้วยคร้าบ ^^อยากรู้ว่าพี่แก๊ปเตรียมตัวเรื่องภาษาอังกฤษตอนเรียนมหาวิทยาลัยยังไงบ้างอะครับเผื่อจะได้เจริญรอยตาม 555+

  2. Janjee says:

    โอ้… กว่าจะเขียนได้ เหนื่อยมั๊ยน่ะช่างมีความมุ่งมั่นที่จะเขียนแรงกล้าจริงๆเราชอบเขียนตามอารมณ์มากกว่า เอิ๊กๆนับถือๆ

  3. Sasikamol says:

    すごい長いブログだよね、先輩!でも全部読んだよ。なんか日本へ行けるのはうらやましいT_Tあたしも行きたい T_T勉強がんばってね!p.s. わかる?

  4. Little says:

    บอกแร้วว ว่าไอเอลง่ายกว่า 55*แต่ยังงายก้อ..ดีจายด้วยยน้าา ^________^

  5. Chai says:

    ขอบคุณมากครับพี่แก๊ปสำหรับสาระดีๆ หุหุ ขอให้โชคดีสำหรับการเรียนต่อที่ญี่ปุ่นนะครับ ส่วนผมก็.. เหลือเวลาไม่มากแล้วสำหรับเตรียมตัวเรียนต่อ ><

  6. RSMP says:

    ดีใจด้วยน่ะแก็ป กะแล้วว่าแก็ปต้องได้ทุนนี้ ว่าแต่ว่าทุนพานาโซนิก มีข้อผูกพันอะไรบ้างเปล่าอ่ะ อยากรู้สู้ๆน่ะแก๊ป

  7. Bo says:

    เจ๋งเเฮะ เราว่าเราเตรียมสัมภาษณ์เเบบหนักๆเเล้ว นายเตรียมลึกซึ้งกว่าเราเยอะเลย🙂 สู้ๆ!

  8. canon says:

    เหย เพิ่งมาอ่านพี่สอบไอเอลท์รอบสองก่อนหน้าเธอไม่กี่วันเองรู้งี้จะไปช่วยแนะนำ 555มีคนเคยบอกว่า วิธีเฉลี่ยไอเอลท์มันไม่ธรรมดา คือ ถ้าได้คะแนนรวม X.X คะแนนทุกๆ พาร์ท จะมีแค่พาร์ทเดียวเท่านั้นที่ได้ต่ำกว่า X ได้มาเจอของเธอที่ 6.5 สามแบนด์ แต่มี 8 หนึ่งแบนด์แล้วฉุดขึ้นได้นี่ ชั้นยิ่งงงวิธีมันเข้าไปใหญ่ ปล. ทำไงให้ speaking เกิน 6 อ่ะสอบมาสองที ได้แค่ 5.5 กะ 5 เอง T_T

  9. gap says:

    อ่า ขอบคุณสำหรับค.คิดเห็นครับ-ทุน pana นี้ก็ไม่มีข้อผูกมัดครับ เป็นทุนให้เปล่า ฮี่ๆ-ภาษาอังกฤษความจริงผมไม่ได้ดีมากนะ แค่พออยู่รอดในชีวิตประจำวัน กะเรียนหนังสือได้ ก็เพิ่งมาฟิตเตรียมสอบ toefl จริงจังช่วงเดือนสิงหาปี 08 อ่ะครับ เพราะก่อนหน้านี้ก็ติดงานหุ่นเตะบอลนั่นซึ่งผมคิดว่าวิชาด้านภาษาศาสตร์นี่มันเป็นอะไรที่ต้องเก็บประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ครับ มาจับยัดภายในไม่กี่เดือนมันก็คงอยู่ไม่ทน สอบได้แต่เดี๋ยวก็ลืม ประมาณนั้น ดังนั้นถ้าวางแผนได้ว่าจะสอบเมื่อไหร่ ก็ควรใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีล่วงหน้าเริ่มเตรียมตัวครับ ไม่ควรทำแบบผมนี่-วิธีฝึก listenting ..ผมใช้วิธีเข้าไปฟังใน youtube ครับ search ว่า "ted talks" มันจะเป็น lecture บรรยายเรื่องต่างๆ สรรเพเหระโดยคนที่มีชื่อเสียงในวงการนั้นๆ ซึ่งได้ประโยชน์เยอะมาก-วิธีฝึก speaking .. ความจริงผมก็ไม่ได้เก่งมากฮะ เพราะอยู่เมืองไทยตลอด วันๆ ก็พูดไทยในคณะ ก็เลยต้องจับคู่กับเพื่อนที่จะสอบ toefl เหมือนกันมาซ้อมพูด 5hrs/week ประมาณนั้นครับ ซึ่งจากการเรียนภาษา ทำให้ผมเข้าใจได้ว่า "การท่องศัพท์" เป็นอะไรที่สำคัญมากแกรมม่าไม่แน่น แต่ถ้ารู้ศัพท์เยอะ มันก็จะฟังออก อ่านออก.. หรือเวลาพูดก็จะพูดได้ต่อเนื่องไม่อ้ำๆ อึ้งๆ เพราะมีศัพท์ใช้ครับ tips จากการเรียนรู้ของผมก็มีประมาณนี้ ใครมีเพิ่มก็เสนอได้ฮะ -สำหรับเรื่องเตรียมตัวสัมภาษณ์ทุนรึงาน ก็หวังว่าคงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ^^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s